วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รางวัล Stella Award ประจำปี2010 ผู้เข้ารอบ


รางวัลที่7 ได้แก่ Kathleen Robertson แห่งเมือง ออสติน รัฐเท็กซัส ชนะคดีได้รับเงินชดเชย2.1ล้านบาทจากร้านขายเฟอร์นิเจอร์ที่เธอเข้าไปอุดหนุน ขณะที่เธอกำลังช็อปปิ้งอยู่นั้น เธอบังเอิญก้าวลาดไปบนตัวเด็กที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในร้าน ทำให้ล้มลงกระแทกพื้นแขนหัก เรื่องนี้มันพิศดารตรงที่เด็กที่ว่านั้นคือลูกเธอเอง
รางวัลที่6. Carl Trumanอายุ16 หนุ่มรายนี้ชนะคดีได้รับค่าชดเชยเป็นเงินราว 2.2 ล้านบาท จากการฟ้องเจ้าของรถ ฮอนด้า แอ็คคอร์ด ที่เป็นเพื่อนบ้านเขาเอง สาเหตจากการที่เพื่อนบ้านคนนี้ขับรถทับแขนของเขาขณะที่เขากำลังพยายามขโมยฝาครอบล้อรถคันดังกล่าว

รางวัล Stella Award ประจำปี2010


แล้วก็มาถึงงานประกาศรางวัลสเตลล่า อะวอร์ดกันอีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับรางวัล Stella Award เราขอท้าวความสักนิดหนึ่ง รางวัลนี้ตั้งชื่อตามชื่อของหญิงวัย81ปีStella Liebeck ผู้ซึ่งทำกาแฟจากร้านแม็กโดแน็ลหกรดตัวเองและชนะคดีทำให้ แม็กโดแน็ลของรัฐนิวเม็ซิโกต้องจ่ายชดเชยต่อเธอ เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากเธอซื้อกาแฟร้อนจากร้านแม็ก เธอก็เอาถ้วยกาแฟหนีบไว้ที่หว่างขาขณะขับรถไปตามไฮเวย์ ก็อย่างที่คาดกาแฟในถ้วยหกใส่ขาเธอทำให้เป็นแผลไหม้ เธอฟ้องและชนะคดี แม็กต้องจ่ายชดเชยรวมทั้งค่ารักษาพยาบาล (คณะลูกขุนลงมติให้แม็กจ่าย60ล้านบาท แต่ผู้พิพากษาตัดสินให้จ่ายแค่18ล้าน แต่สุดท้ายมีการคุยนอกรอบระหว่าคู่กรณี จำนวนที่จ่ายจริงทั้งสองฝ่ายขอให้เป็นความลับ) เรื่องนี้กลายเป็นข้อถกเถียงกันไปทั่วอเมริกา
ตอนต่อไปเป็นคดีที่ได้รับรางวัลปีนี้

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ไม่อยากความจำเสื่อม อยู่ให้ไกลปรอท


ศาสตราจารย์ ริชาร์ด เดท แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น เยอรมันนี กล่าวว่าการได้รับสารปรอทติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ทำให้คนมีอาการคล้ายโรคอัลไซเมอร์(สมองเสื่อม) ท่านศาสตราจารย์ได้คนพบกลไกที่อาจอธิบายว่าสารปรอทมีผลร้ายต่อสมองและระบบประสาทมนุษย์ได้อย่างไร การค้นพบนี้ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ชื่อ Journal of Alzheimer’s Disease
นักวิจัยทีมดังกล่าวได้ทำการศึกษาจากรายงานทางการแพทย์ต่าง รวมทั้งการทดลองมากกว่า100ชิ้น พบว่าการที่ร่างกายของคนและสัตว์ได้รับสารปรอท จะมีผลเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพคล้ายโรคอัลไซเมอร์ อันได้แก่ อาการสูญเสียความจำ และอาการงุนงง
พวกเขายังพบอีกว่า คนในปัจจุบันมีแนวโน้มมีอาการทางสมองเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการพบระดับสารปรอทปนเปื้อนมากขึ้นด้วย สารปรอทสามารถพบได้ในอาหารทะเลเช่นปลา ในหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ประหยัดไฟ และในวัสดุอุดฟันอะมัลกัม(วัสดุอุดสีดำ) โรงงานไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งสำคัญที่ปล่อยสารปรอทเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
สารปรอทเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องจะกลายเป็นไอ เมื่อเราสูดสารปรอทจะเข้าสู่ร่างกายและไปสะสมในสมอง ศาสตราจารย์เดทเชื่อว่าปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปจับกับ selenium ซึ่งเป็นสารสำคํญในการทำงานของสมอง ทำให้สมองจำสิ่งต่างๆได้ลดลง เมื่อสมองขาดเซเลเนียมจะทำงานได้ไม่ดี เซลล์สมองอาจตายไปเลยก็ได้
ศาสตราจารย์เดทเป็นผู้เขียนร่วมในหนังสือชื่อ"Does Inorganic Mercury Play a Role in Alzheimer’s Disease? (ปรอทมีบทบาทให้เกิดโรคอัลไซเมอร์จริงหรือ)"
ที่มาบทความ
http://www.northeastern.edu/news/stories/2010/11/deth.html

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การแปลงระบบไฟล์จาก FATหรือ FAT32เป็น NTFS


การแปลงระบบไฟล์จาก FATหรือ FAT32เป็น NTFS
ระบบไฟล์ FATรองรับไฟล์ขนาดไม่เกิน2GB ส่วนFAT32รองรับไฟล์ไม่เกิน4GB(หมายถึงขนาดของไฟล์เดียว) คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆมักใช้ระบบไฟล์NTFSที่รองรับขนาดไฟล์ขนาดใหญ่ได้ แต่เราจะพบปัญหาเมื่อต้องการย้ายไฟล์จาก Harddrive ของคอมฯไปยังฮาร์ดไดรฟ์ภายนอกที่เป็นระบบFATหรือ FAT32
ฉนั้นเราควรแปลงฮาร์ดไดรฟ์ภายนอกเป็นNTFS ซึ่งทำได้ง่ายๆดังนี้
1.เข้าไปที่all programs-->accessories-->command promtจะเข้าหน้าต่างดำๆ
2.พิมพ์คำว่า convert c: /fs:ntfs โดยแทน Cด้วยไดรฟ์ที่คุณต้องการแปลงระบบไฟล์แล้วเอ็นเตอร์
3.ระบบจะใหใส่ Volume Label ก็คือชื่อไดรฟ์ที่คุณตั้งแล้วกดEnter เมื่อถูกถามว่ายืนยันไหม ก็ตอบ"Y"
4.ระบบจะขึ้นว่าConvertingสักนาทีเดียวก็เสร็จ
การแปลงระบบไฟล์นี้ทำได้ทางเดียวคือจาก FAT เป็น NTFS เท่านั้น ถ้าต้องการแปลงกลับไปต้องใช้ซอฟท์แวร์ช่วย

File is too large for destination file system


เพื่อนเอยเคยไหมที่เวลาจะย้ายไฟล์เช่น ดีวีดีอิมเมจ(.iso) หรือวิดีโอไฟล์ใหญ่ๆ แต่ปรากฎคำเตือนว่า "File is too large for destination file system" ทั้งทั้งที่diskที่เราจะย้ายไปมีความจุอีกเยอะแยะ เคยงงอยู่เหมือนกันครับ



เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว ถ้าคุณลองชี้ไปที่diskเป้าหมาย คลิกขวาแล้วเลือกPropertiesจะเห็นว่า Disk ของเราเป็นระบบไฟล์FAT32 หรืออาจเป็น FATธรรมดา(ในรูปเป็นproperties ของระบบไฟล์ที่แปลงเป็นNTFSแล้ว) ไฟล์แบบFATรองรับไฟล์ขนาดไม่เกิน2จิกาไบท์ ส่วนFAT32รองรับไม่เกิน4จิกาไบท์ เพราะฉนั้นการพยายามย้ายไฟล์ไปยังdiskที่เป็นFATจึงทำได้กับไฟล์ที่ใหญ่ไม่เกิน4จิกาไบท์นั่นเอง



แก้ไขยังไงดี มี2วิธี 1.แบ่งไฟล์ใหญ่ๆให้เป็นไฟล์เล็กๆหลายๆไฟล์ หรือ2.แปลงระบบไฟล์ของดิสก์ปลายทางให้เป็น NTFS ซึ่งมีวิธีง่ายๆไม่ต้องลงซอฟท์แวร์เพิ่ม ไม่สูญเสียข้อมูล และใช้เวลาน้อยมาก จะเล่าต่อไปตามลิงค์

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อาคารไม่เก่าแก่ที่สุดในโลก


โบสถ์และเจดีย์ในโฮริวจิ ประเทศญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อาคารเหล่านี้สร้างขึ้นในรางศตวรรษที่๘และยังคงสภาพมาถึงปัจจุบัน มีอาคารไม้ที่อาจถูกสร้างขึ้นก่อน แต่อาคารเหล่านั้นมักถูกทำลายไปก่อน ส่วนใหญ่จากไฟไหม้ เช่นอาคารไม้ที่อยู่ในพระราชวังต้องห้ามกรุงปักกิ่งถูกเพลิงไหม้หลายครั้ง ต้นเพลิงจากฟ้าผ่าและจากไฟในครัว อาคารไม้โตไดจิเมืองนาราถูกไฟเผาไปหลายครั้งเช่นกัน การรอดจากเพลิงไหม้ตลอดมายาวนานหลายศตวรรษของอาคารในโฮริวจินับว่าเกิดจากโชคทีเดียว

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สปอนเซอร์บนรอยสัก


นักกีฬาดังนอกจากจะมีรายได้จากค่าตัวแล้ว ยังมีรายได้จากสปอนเซอร์ที่ต้องการโฆษณาสินค้าอีกด้วย เช่นเดียวกับนักกีฬารายนี้

หนุ่มนักรักบี้สูงหล่อเดินเข้าไปในบาร์แห่งหนึ่ง สาวนางหนึ่งเห็นเข้าจึงรู้ว่าเขาเป็นนักรักบี้ชื่อดัง หลังจากพูดคุยกันสักพักก็ตกลงใจชวนกันไปห้องของชายหนุ่ม

เมื่อถึงห้องพวกก็เริ่มด้วยการจูบ เขาถอดเสื้อออก บนแขนเขาเขียนว่า "REEBOK."

หญิงสาวจึงถามว่า"ทำไมมีรอยสักว่ารีบอกด้วยล่ะ"

"อ๋อเวลาออกรายการทีวี คนจะได้เห็น ก็จะได้ค่าโฆษณาจากบริษัทรีบอก"

ชายหนุ่มถอดกางเกง บนลำขามีรอยสักเช่นกันเขียนว่า" NIKE"

หญิงสาวถามว่า"แล้วอันนี้อะไรอีกเนี่ย"

"ก็เหมือนกันแหละ แต่อันนี้ได้ค่าโฆษณาจาก ไนกี้"

แล้วชายก็ถอดกางเกงในออก บนส่วนสำคัญ(ที่ท่านประธานอง....หลงไหลนักหนา"มีรอยสักอีกเช่นกันเขียนว่า"AIDS"

หญิงสาวตกใจร้องเสียงหลงว่า"อย่าบอกนะว่าคุณเป็นเอดส์"

ชายหนุ่มจึงรีบบอกว่า"ใจเย็นๆสิครับ ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก สักครู่คุณจะอ่านมันว่า"ADIDAS"น่ะครับ


วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ASPIRIN ช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่


จากการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่า การรับประทานยาแอสไพรินในขนาดต่ำช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำใส้ใหญ่ ด้วยเหตุว่าแพทย์ได้แนะนำคนทั่ไปว่าควรรับประทานแอสไพรินขนาดต่ำๆเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และมีจำนวนมากที่ทำตามคำแนะนำนี้มากว่า20ปี
วารสารการแพทย์ที่ชื่อว่า Lancet ของอังกฤษจึงได้ทำการศึกษาย้อนหลังไป20ปี ในประวัติการแพทย์ของคน14,000คน และพบว่าคนที่รับประทานยาแอสไพรินขนาดประมาณ 85-300 มก.ทุกวัน นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้วยังมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งลำใส้ใหญ่น้อกว่าคนที่ไม่ทาน
มะเร็งลำใส้ใหญ่(Colorectal Cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับสองของมะเร็งทั้งหลายที่เกิดกับคนในประเทศพ้ฒนาแล้ว ทั่วโลกมีการเกิดประมาณปีละหนึ่งล้านคน และตายหกแสนคนทุกปี
แต่การรับประทานแอสไพริน
http://www.reuters.com/article/idUSTRE69K5ZC20101021